“ปืนใหญ่” เมื่อเด็กหนุ่มเสียท่าให้ความเก๋าของ “เรือใบสีฟ้า”

ปืนใหญ่ เมื่อเด็กหนุ่มเสียท่าให้ความเก๋าของ เรือใบสีฟ้า

อุตส่าห์นำเป็นทีมจ่าฝูงอยู่บนหัวตารางคะแนนมาเกือบตลอดทั้งฤดูกาล แต่สุดท้าย “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ซึ่งเป็นทีมพลังหนุ่มไม่สามารถไปไม่ถึงฝั่งฝันเหมือนอย่างที่ตั้งเป้าเอาไว้ เพราะพลาดท่าเสียทีให้กับความเก๋าของ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ลุ้นแชมป์มาแบบโชกโชน จึงสามารถแซงหน้าเข้าป้ายแชมปืพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2022/2023 ได้สำเร็จ

หากจะว่าไปแล้ว อาร์เซนอล สามารถรั้งตำแหน่งจ่าฝูงในช่วงฤดูกาลนี้ได้แบบยาวนานถึง 247 วันเลยทีเดียว นับตั้งแต่ช่วงออกสตาร์ทได้แบบ “ม้าตีนต้น” แต่เป็นเพราะว่าห่างหายจากการขับเคี่ยวลุ้นแชมป์มานานเกือบ 2 ทศวรรษ นับตั้งแต่ตอนที่ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบสร้างสถิติไร้พ่ายตลอดทั้งฤดูกาล 2003/2004  ทำให้ “ปืนใหญ่” ไม่สามารถแบกรับความกดดันในช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่นนี้เอาไว้ได้ ซึ่งเป็นเพราะว่าพวกนักเตะพลังหนุ่มในยุคปัจจุบันไม่เคยมีประสบการณ์ลุ้นแชมป์มาก่อนเลยด้วยเช่นกัน จึงเกิดอาการแผ่วปลายแล้วต้องจำใจหล่นจากตำแหน่งจ่าฝูง และต้องยอมหลีกทางให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเคยผ่านการลุ้นแชมป์มาแบบโชกโชนในฐานะ “แชมป์เก่า” ได้ขยับแซงหน้าขึ้นไปยึดอันดับ 1 และต่อยอดไปสู่การเข้าป้ายแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีในช่วงหลังยึดบัลลังก์ได้เพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งเดือนเลยด้วยซ้ำ จึงถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับ อาร์เซนอล เพราะอุตส่าห์ได้หวนกลับมาลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แต่ว่าเตรียมทำได้ใกล้เคียงที่สุดเพียงแค่ตำแหน่ง “รองแชมป์” เท่านั้น

ถ้าจะว่าไปแล้ว “ปืนใหญ่” โชว์ฟอร์มในช่วงฤดูกาลนี้ได้น่าประทับใจเป็นอย่างมาก โดยมีจุดเด่นเรื่องของ “เกมรุก” ซึ่งมีนักเตะผลัดกันยิงประตูได้แบบถ้วนหน้า และมีผู้เล่นในแนวรุกที่สามารถสอยตาข่ายในศึกพรีเมียร์ลีกได้แตะหลัก 10 ประตูมากถึง 4 คนเลยด้วย ไล่ตั้งแต่ 3 ประสานในแดนหน้า นั่นก็คือ บูกาโย่ ซาก้า, กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ และ กาเบรียล เชซุส รวมถึง มาร์ติน โอเดการ์ด ซึ่งทำผลงานในฐานะกัปตันทีมได้อย่างโดดเด่นเลยด้วย จึงมีส่วนสำคัญช่วยให้ มิเกล อาร์เตต้า กุนซือคนเก่งได้รับเลือกให้คว้ารางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนในช่วงซีซั่นนี้มากถึง 4 ครั้งเลยทีเดียว แต่ว่าโชคร้ายในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เนื่องจาก วิลเลี่ยม ซาลิบา กองหลังคนสำคัญได้รับบาดเจ็บในช่วงเข้าสู่โค้งสุดท้ายของฤดูกาลนี้นั่นเอง ทำให้แนวรับของ อาร์เซนอล ไม่มีความเหนียวแน่นเหมือนเดิม และเคยเกิดอาการสะดุดจากการไร้ชัยชนะถึง 4 เกมติดต่อกัน จึงเปิดทางให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเป็นฝ่ายไล่ตามมาโดยตลอดได้เร่งเครื่องแซงหน้าจากการเก็บชัยชนะได้แบบรัวๆ ไปพร้อมๆ กับการยิงประตูได้แบบถล่มทลายของ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ซึ่งเตรียมคว้ารางวัลดาซัลโวพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาลนี้ไปเลยด้วย แม้ว่า โจเซฟ กวาร์ดิโอล่า กุนซือ “เรือใบสีฟ้า” จะไม่เคยได้รับเลือกให้คว้ารางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนในช่วงซีซั่นนี้แม้แต่ครั้งเดียว แต่สามารถจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งด้วยตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกไปเลย

นอกจากนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงอยู่บนเส้นทางลุ้นความสำเร็จจากการกวาดแชมป์ในช่วงฤดูกาลนี้ได้ถึง 3 รายการเลยด้วย หรือที่เรียกกันว่า “ทริปเปิ้ลแชมป์” นั่นเอง โดยตอนนี้ได้จับถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกเอาไว้ในมือเรียบร้อยแล้ว และมีลุ้นคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยบนเกาะอังกฤษ นั่นก็คือ เอฟเอ คัพ ได้ด้วย เพราะสามารถตบเท้าผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศไปรอเผชิญหน้ากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมคู่ปรับร่วมเมืองเดียวกันในวันที่ 3 มิถุนายนนี้ ส่วนหลังจากนั้นจะได้ฟาดแข้งกับ อินเตอร์ มิลาน ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ ที่อตาเติร์ก สเตเดี้ยม ในเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ช่วงคืนวันที่ 10 มิถุนายนนี้กันต่อไป เพื่อลุ้นยึดบัลลังก์ “เจ้าสโมสรยุโรป” เป็นครั้งแรกให้ได้เสียที ก่อนหน้านี้ “เรือใบสีฟ้า” เคยเข้าป้าย “ทริปเปิ้ลแชมป์” จากการสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกของเกาะอังกฤษที่สามารถกวาดแชมป์ในประเทศได้ครบทั้ง 3 รายการ ไล่ตั้งแต่ แชมป์พรีเมียร์ลีก, แชมป์เอฟเอ คัพ รวมถึง แชมป์คาราบาว คัพ เมื่อช่วงหลังจบฤดูกาล 2018/2019 นั่นเอง แต่ฤดูกาลนี้มีลุ้นเข้าป้าย “ทริปเปิ้ลแชมป์” ได้ตามแบบฉบับของคำนิยามที่แท้จริง เพราะจะต้องคว้าแชมป์ลีกในประเทศ และแชมป์ฟุตบอลถ้วยในประเทศ รวมถึงการครองถ้วยใบใหญ่ที่สุดของทวีปให้ได้ทั้งหมดภายในช่วงฤดูกาลเดียวกันนั่นเอง นอกจากนี้ โจเซฟ กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังมีโอกาสได้ลุ้นจารึกชื่อเป็นกุนซือคนแรกที่สามารถพาทีมเข้าป้าย “ทริปเปิ้ลแชมป์” ได้ตามแบบฉบับของคำนิยามที่แท้จริงเป็นครั้งที่ 2 เพราะว่าก่อนหน้านี้เคยทำได้มาแล้วหนึ่งครั้งเมื่อตอนที่นำทัพ บาร์เซโลน่า ผงาดคว้าถ้วยแชมป์ลาลีกา, แชมป์โคปา เดล เรย์ และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ครบทั้ง 3 รายการในช่วงฤดูกาล 2008/2009 มาแล้วนั่นเอง

ขณะเดียวกัน “เรือใบสีฟ้า” มีโอกาสได้สถาปนาตัวเองเป็นทีมที่ 2 ของเกาะอังกฤษที่ได้เข้าป้าย “ทริปเปิ้ลแชมป์” ตามแบบฉบับของคำนิยามที่แท้จริง เพื่อตามรอยของทีมคู่ปรับร่วมเมืองเดียวกัน นั่นก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งได้จารึกเป็นทีมแรกของเมืองผู้ดีที่เคยทำได้เมื่อช่วงฤดูกาล 1998/1999 โน้นเลย และยังคงอยู่บนเส้นทางล่าขุมทรัพย์จากการลุ้นความสำเร็จที่รออยู่ เพราะมีโอกาสโกยเงินจากการคว้าทั้ง 3 แชมป์ดังกล่าวได้เกือบแตะหลัก 300 ล้านปอนด์ หรือถ้าคิดเป็นเงินไทยจะอยู่ที่ราวๆ 12,700 ล้านบาทเลยทีเดียว โดย The Sun สื่อชื่อดังแห่งเมืองผู้ดีได้เปิดเผยว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เตรียมได้รับเงินรายได้จากการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสูงถึง 164,000,000 ปอนด์ หรือราวๆ 6,950 ล้านบาท และมีลุ้นรับเงินรางวัลจากการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้อีกจำนวน 3,900,000 ปอนด์ หรือราวๆ 165 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโอกาสลุ้นโกยเงินรายได้จากการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรสูงถึง 117,000,000 ปอนด์ หรือราวๆ 4,970 ล้านบาทเลยทีเดียว ส่วนในรายของ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์  ดาวยิงคนเก่งมีลุ้นโกยเงินโบนัสก้อนใหญ่เข้ากระเป๋าของตัวเองได้สูงถึง 2,7000,000 ปอนด์ หรือราวๆ 113 ล้านบาท ซึ่งเป็นตามเงื่อนไขส่วนตัวที่ได้ตกลงเอาไว้กับสโมสรตามความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั่นเอง เพราะมีรายงานข่าวระบุว่ากองหน้าวัย 22 ปีได้รับเงินโบนัส 1 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 42 ล้านบาท จากการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และจะได้รับเงินโบนัสอีก 1 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 42 ล้านบาท หากคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ตามเป้า นอกจากนี้ยังจะได้รับเงินโบนัสอีก 350,000 ปอนด์ หรือราวๆ 14 ล้านบาท หากได้แชมป์เอฟเอ คัพ และจะได้เงินโบนัสอีก 350,000 ปอนด์ หรือราวๆ 14 ล้านบาท จากการคว้ารางวัลรองเท้าทองคำในฐานะดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาลนี้นั่นเอง       

แน่นอนว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงอยู่บนเส้นทางตามล่าความสำเร็จไปพร้อมๆ กับการตามล่าขุมทรัพย์จากการเข้าป้าย “ทริปเปิ้ลแชมป์” เป็นเงินก้อนใหญ่ด้วยเช่นกัน โดยมีบัลลังก์ “เจ้าสโมสรยุโรป” เป็นเป้าหมายสูงสุดเหมือนอย่างที่ได้ใฝ่ฝันเอาไว้ว่าอยากจะครอบครองให้ได้สักครั้งหนึ่งมานานแล้วด้วย ส่วน “ปืนใหญ่” ต้องพบกับความว่างเปล่าจากการไร้ถ้วยแชมป์ติดมืออีกหนึ่งฤดูกาลนั่นเอง แต่ไม่ได้พบกับความผิดหวังเสียทั้งหมด เพราะอย่างน้อยสามารถการันตีการหวนกลับไปเกาะกลุ่ม “ท็อปโฟร์” ใน 4 อันดับแรกบนหัวตารางคะแนนของศึกพรีเมียร์ลีก เพื่อคว้าตั๋วโชว์ฝีเท้าในถ้วยใบใหญ่ทวีปยุโรป นั่นก็คือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในช่วงซีซั่นหน้าได้เรียบร้อยแล้ว หลังห่างหายหายตาไปจากการลงเล่นในถ้วย “เบอร์หนึ่ง” ของทวีปมานานถึง 7 ปีแล้ว นับตั้งแต่หนล่าสุดที่ได้สิทธิ์ไปร่วมชิงชัย “เจ้าสโมสรยุโรป” เมื่อช่วงฤดูกาล 2015/2016 โน้นเลย ซึ่งเป็นเหมือนรางวัลปลอบใจที่น่าจะช่วยลบล้างความผิดหวังจากการไปไม่ถึงเส้นชัยในเรื่องของการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเกาะอังกฤษที่อยู่เพียงแค่เอื้อมมือเดียวเท่านั้นเอง           

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *